หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ทหารกับพลเรือนต่างขับรถโดยประมาททั้งสองฝ่าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๑๐๔/๒๕๑๓
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๔, ๑๕ วรรคหนึ่ง
ป.อ. มาตรา ๒๙๑, ๓๐๐, ๓๙๐
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ ๒๒/๒๕๑๓)
           พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า "คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คือ
           (๑) คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน
           (๒) คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน
           (๓) คดีที่ต้องดำเนินในศาลคดีเด็กและเยาวชน
           (๔) คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร"
           และมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า   "คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน"
           ฉะนั้น ถ้าคดีนี้ตกอยู่ในกรณีใดกรณีหนึ่งใน ๔ ประการของมาตรา ๑๔ แล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารอันมีผลตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง คือต้องดำเนินคดีส่งฟ้องต่อศาลพลเรือน
            ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ก็บรรยายว่า จำเลยกระทำผิดโดยประมาทและความตายของพลทหาร ป. เกิดขึ้นเพราะความประมาทของพลเรือนที่หลบหนีไปซึ่งขับรถโดยประมาท กับจำเลยซึ่งขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวและชนกัน
           กรณีจึงเห็นได้ว่า ถ้าไม่เป็นเพราะจำเลยและพลเรือนกระทำผิดโดยประมาทด้วยกัน ความตายของผู้ตายก็เกิดขึ้นไม่ได้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า กรณีเช่นนี้ตกอยู่ในบทบัญญัติมาตรา ๑๔ (๑) ที่ว่า "คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน" คำว่า "ด้วยกัน" ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องที่ทหารกับพลเรือนได้ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา ๘๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญาเสมอไป
          แม้ทหารจะกระทำผิดฐานประมาทและพลเรือนก็กระทำผิดฐานประมาท แล้วเป็นเหตุให้คนถึงแก่ความตายอย่างเช่นคดีนี้ ก็เป็นเรื่องที่ "กระทำผิดด้วยกัน" ด้วย เมื่อคดีนี้เป็นคดีตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ จึงเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารต้องดำเนินคดีนี้ต่อศาลพลเรือนตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลพลเรือนประทับรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาได้

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การตรวจค้น จับกุม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตามกฎอัยการศึก

แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจค้นจับกุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตามกฎอัยการศึก
ตามหนังสือที่ ตร ๐๐๑๑.๒๕/๒๙๐๘ ลง ๕ ก.ย.๒๕๕๗  

             สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ซักซ้อมเพื่อทราบและกำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดถือปฏิบัติ ดังนี้
             ๑.  การดำเนินการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาในหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งรวมถึงการตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำผิด ให้ถือปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. โดยเคร่งครัด
             ๒.  กรณีที่ได้รับคำสั่งหรือได้รับการประสานงานจากฝ่ายทหารให้ร่วมปฏิบัติในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎอัยการศึก โดยเฉพาะการตรวจค้น ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับคำสั่งหรือการประสานงาน ปฏิบัติตามมาตรา ๖ แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ ซึ่งบัญญัติว่า
                  "ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร"
                  ซึ่งหมายความว่า ในการตรวจค้นตามอำนาจกฎอัยการศึกจะต้องเป็นการใช้อำนาจโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปร่วมปฏิบัติเป็นการดำเนินการตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
             ๓. ในการดำเนินการตามข้อ ๒ เมื่อมีการตรวจค้นหรือจับกุมผู้กระทำความผิดจะต้องบันทึกให้ปรากฏข้อเท็จจริงหรือการประสานงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ สิ่งของหรือการกระทำที่ตรวจพบ ผลการดำเนินการ ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

             สรุป ตามความเห็นของผู้เขียนให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้
             ตามข้อ ๑. ให้เจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. ว่าด้วยการตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำผิด ถ้าเป็นเด็กหรือเยาวชนก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ (คลิกดูที่นี่) เสมือนว่าไม่มีทหารมาร่วมปฏิบัติการด้วย
             ตามข้อ ๒. ให้เจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งหรือได้รับการประสานงานจากฝ่ายทหารเท่านั้น แต่เจ้าพนักงานตำรวจจะร้องขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมาใช้อำนาจตรวจค้นในคดีอาญา แทนการร้องขอหมายค้นจากศาล ตามความต้องการของเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้
             ตามข้อ ๓. หากมีการตรวจค้นเสร็จแล้ว ต้องมีการบันทึกให้ปรากฏว่า ได้รับการประสานงานอย่างไร ด้วยเหตุผลใด พบสิ่งของใดบ้าง และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะต้องร่วมกันลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจค้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย แล้วนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป

             นอกจากนี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีหนังสือแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็ม ที่จะตรวจค้นได้ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกษา พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๘ โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตาม ประกาศกองทัพบก ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่องประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พ.ค.๒๕๕๗ เวลา ๐๓.๐๐ น. เป็นต้นไป  ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษไม่อยู่ภายใต้บังคับตาม ป.วิ.อ.
             อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจับกุมเด็กหรือเยาวชนได้ แม้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจะมีอำนาจตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น แต่การที่จะทำการจับกุมเด็กหรือเยาวชนได้ ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๖๖ มิฉะนั้น จะเป็นการจับโดยมิชอบ

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีกรณีทหารกระทำผิดอาญา พ.ศ.๒๕๔๔

                            ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงาน
                                 กรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔
           โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดคดีอาญา เนื่องจากบัดนี้มีการโอนกรมตำรวจจากกระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับตำรวจ ทหาร พนักงานฝ่ายปกครอง และวิธีพิจารณาความอาญาใหม่แล้ว ประกอบกับข้อตกลงบางข้อไม่สอดคล้องกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมในเวลาปกติอันมิใช่ภาวะสงคราม จึงสมควรปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และกฎหมายโดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งควรกำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติให้ชัดเจน สะดวกต่อผู้ปฏิบัติและสามารถดำเนินการได้รวดเร็วไม่เสียหายต่อรูปคดีโดยคำนึงถึงหลักความสามัคคีปรองดอง และหลักการประสานงานระหว่างตำรวจ ทหารกับพนักงานฝ่ายปกครองในการร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพื่อป้องปราม ป้องกันหรือระงับเหตุวิวาทมิให้ลุกลามต่อไป อันจะช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมได้ประการหนึ่ง ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงแบบธรรมเนียมของแต่ละฝ่าย ตลอดจนความจำเป็นขององค์กรในการดูแลรักษาสถานที่ ยานพาหนะ และอาวุธยุทโธปกรณ์ของตนให้ปลอดภัยและปกครองดูแลบุคลากรให้อยู่ในวินัยและได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นธรรมตามควรแก่กรณี แต่ทั้งนี้ต้องมิให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือฝ่าฝืนกฎหมายที่มีเพื่อคุ้มครองบุคคลทั่วไปโดยเสมอกัน อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) และ (๙) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
            ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔
            ข้อ ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
            ข้อ ๓  ให้ยกเลิก
                       ๓.๑  ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ.๒๔๙๘
                      ๓.๒  ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติกระสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ.๒๔๙๘ (ฉบับที่ ๑) พ.ศ.๒๕๐๗
                     ๓.๓  ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ.๒๔๙๘ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ.๒๕๑๒
                     ๓.๔  ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ.๒๔๙๘(ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๑๘
                    ๓.๕  ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ.๒๔๙๘(ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๒๕บรรดาข้อตกลง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือขัดแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
             ข้อ ๔  ในระเบียบนี้
                   “เขตที่ตั้งทหารหมายความว่า อาคาร สถานที่หรือบริเวณซึ่งมีหน่วยทหารตั้งอยู่
                   “คณะกรรมการหมายความว่า คณะกรรมการว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา
                   “ตำรวจหมายความว่า ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจ
                   “ทหารหมายความว่า ข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร
                   “พนักงานฝ่ายปกครองหมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งมิใช่ตำรวจและทหาร แต่มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น
                   “สิ่งสื่อสารหมายความรวมถึง จดหมาย โทรศัพท์ โทรเลข โทรสาร โทรพิมพ์ วิทยุ และการติดต่อสื่อสารส่งข้อความทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด
            ข้อ ๕  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้



วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ระเบียบราชการศาลทหาร (ฉบับที่3) พุทธศักราช 2545

                               ระเบียบราชการศาลทหาร (ฉบับที่3) พุทธศักราช 2545 
                                                          ...................................
                โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 และ 238 บัญญัติว่า การจับ การคุมขังบุคคลใด และการค้นในที่รโหฐาน จะต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล เว้นแต่จะมีเหตุตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการออกหมายอาญาจากเดิมที่มี ศาล พนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และการสั่งควบคุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารระหว่างสอบสวน ซึ่งเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร มาเป็นศาลเพียงองค์กรเดียว ประกอบกับ พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พุทธศักราช 2495 ได้ถูกยกเลิกไม่มีผลใช้บังคับแล้ว
                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช 2498 โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงวางระเบียบราชการศาลทหารไว้ ดังต่อไปนี้
               ข้อ 1. ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบราชการศาลทหาร (ฉบับที่3) พ.ศ. 2545”
               ข้อ 2. ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป
               ข้อ 3. ในกรณีที่มีระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้แทน
               ข้อ 4. ให้ยกเลิกความในข้อ 15 ของระเบียบราชการศาลทหาร พ.ศ. 2532 และใช้ความต่อไปนี้แทน
               “ข้อ 15 การออกหมายอาญา
                      15.1 หมายขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน
                      15.1.1 การร้องขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน ต้องปรากฏความต่อศาลชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่จะถูกคุมขังนั้น เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร และให้ร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งนี้ อยู่ภายใต้บังคับในเรื่องชั้นยศทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ด้วย
                      15.1.2 เมื่อได้รับคำร้องขอให้คุมขังผู้ต้องหา ให้จ่าศาลตรวจคำร้อง เมื่อเห็นว่าถูกต้องเรียบร้อย ให้นำคำร้องเสนอต่อศาล
                      15.1.3 เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ศาลจะส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ต้องหา และนัดไต่สวนโดยเร็ว
                      15.1.4 ในการไต่สวนคำร้อง ศาลจะอ่านคำร้องให้ผู้ต้องหาฟัง และถามความจำเป็นของผู้ร้อง และข้อคัดค้านของผู้ต้องหา ถ้าเห็นว่าไม่มีความจำเป็น ศาลจะสั่งยกคำร้อง แต่ถ้าศาลเห็นสมควรจะออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน ตามระยะเวลาที่เห็นว่าจำเป็น และตามบทกฎหมายที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด จะต้องปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่า
                      15.1.4.1 ผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดคดีอาญาร้ายแรง ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายดังกล่าว ก็ควรถือแนวปฏิบัติในการใช้ดุลพินิจของศาลว่า หมายถึง ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
                      15.1.4.2 ผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควร เชื่อว่าผู้นั้นน่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ถ้าผู้ต้องหาที่ศาลจะออกหมายขังเป็นผู้ที่ศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว หรือต้องขังตามหมายศาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีผู้ร้องขอหรือไม่ ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหานั้น โดยไม่ต้องไต่สวนถึงเหตุแห่งการออกหมายก็ได้ เว้นแต่ มีผู้กล่าวอ้างหรือปรากฏต่อศาลเองว่าไม่มีเหตุที่จะขังผู้นั้นต่อไป ก็ให้ไต่สวนหรือมีคำสั่งได้ตามที่เห็นสมควร

การจับและคุมขังบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

                กรมพระธรรมนูญ ได้ตอบข้อหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการออกหมายจับและหมายขัง (ตามหนังสือที่ กห ๐๒๐๒/๑๓๓๐ ลง ๙ ต.ค.๒๕๔๕) ดังนี้
                ๑. ในคดีอาญา นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ ต.ค.๒๕๔๕ เป็นต้นไป การจับและคุมขังผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ในชั้นสอบสวน เป็นอำนาจของศาลทหารที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ในการมีคำสั่งหรือออกหมาย ตามมาตรา ๒๓๗ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ประกอบพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๙๘ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๔๕ แล้วแต่กรณี
                ๒. กรณีที่ทหารกระทำความผิดอาญา และเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ตำรวจร้องขอหมายจับต่อศาลทหาร ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่จะทำการจับ
                ๓. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาทหารมิได้มารับตัวทหารผู้ต้องหา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พุทธศักราช ๒๕๔๔ ข้อ ๑๖(๑) ให้ตำรวจนำตัวทหารผู้ต้องหาไปยังศาลทหาร ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือออกหมายขังให้ต่อไป


                กองคดี แจ้งมาเพื่อทราบและถือเป็นแนวปฏิบัติตามนัยระเบียบดังกล่าว (ตามหนังสือ กองคดี ที่ ๐๐๐๔.๖/๑๓๒๐๕ ลง ๒๙ ต.ค.๒๕๔๕)  ดังนี้
                การยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับและหมายค้น 

                ๑.  กรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดอาญา และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับ หรือหมายค้นต่อศาลทหาร ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่จะทำการจับหรือค้น
                ๒.  กรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดอาญา และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ให้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับ หรือหมายค้นต่อศาลยุติธรรม ตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วย แนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้นในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๕ ลง ๓ ต.ค.๒๕๔๕ 
               การยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังระหว่างสอบสวน
               ๑. กรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดอาญา และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ยื่นคำร้องขอออกหมายขังต่อศาลทหาร ที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
               ๒. กรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดอาญา และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม จะยื่นคำร้องขอออกหมายขังต่อศาลยุติธรรม ตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายขังในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๕ ลง ๗ ต.ค.๒๕๔๕ ก็ได้
              ๓. การยื่นคำร้องขอให้ศาลทหารออกหมายจับ หมายค้นหรือหมายขัง ให้พึงระมัดระวังเกี่ยวกับเขตอำนาจของศาลทหารจังหวัด และศาลมณฑลทหารด้วย เนื่องจากศาลทหารไม่ได้เปิดทำการทุกจังหวัด ตามที่ปรากฏในพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลทหารจังหวัดและศาลมณฑลทหาร พ.ศ.๒๕๓๓ รวมทั้งให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์เรื่องชั้นยศทหารตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๙,๒๑,๒๒ ด้วย เช่น ศาลจังหวัดทหาร มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย เว้นแต่คดีที่จำเลยมียศทหารชั้นสัญญาบัตร ศาลมณฑลทหาร และศาลประจำหน่วยทหาร มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย เว้นแต่คดีที่จำเลยมียศทหารชั้นนายพล หรือเทียบเท่า เป็นต้น

                คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้พิจารณาดำเนินการตามลำดับดังนี้
                ๑. กรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดอาญา และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ไม่ว่าคดีนั้นจะมีอัตราโทษอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือไม่ก็ตาม และบุคคลนั้นจะให้การรับสารภาพหรือไม่ก็ตาม ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
                ๒. กรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดอาญา และเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เช่น คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือคดีที่เกี่ยวพันกันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน และเป็นคดีที่มีอัตราโทษอยู่ในอำนาจศาลแขวง หากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง โดยแจ้งให้ฝ่ายทหารทราบการจับกุมและการฟ้องด้วย